ลักษณะทั่วไป
เบาหวาน พบได้ประมาณ 3.5 เปอร์เซ็นต์ของคนทั่วไป พบได้ในคนทุกวัยแต่จะ พบมากในคนอายุ
มากกว่า 40 ปีขึ้นไป และคนที่อยู่ในเมืองมีโอกาสเป็นโรคนี้ มากกว่าชาวชนบท คนอ้วนและหญิงที่มี
ลูกดก มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากขึ้น
ประเภทของเบาหวาน เบาหวานสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ที่มีอาการสาเหตุ ความรุนแรง
และการรักษาต่างกัน ได้แก่
1. เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน (Insulin-dependent diabetes mellitus/ IDDM)
Type I Diabetes
A condition characterized by abrupt onset of symptoms, insulinopenia,
dependence on exogenous insulin to sustain life and a tendency to develop
ketoacidosis.
เป็นชนิดที่พบ ได้น้อยแต่มีความรุนแรงและอันตรายสูง มักพบในเด็กและคน อายุต่ำกว่า 25 ปี แต่ก็อาจพบ
ในคน สูงอายุได้บ้าง ตับอ่อนของผู้ป่วยชนิดนี้จะ สร้างอินซูลินไม่ได้เลย หรือได้น้อยมาก เชื่อว่าร่างกายมี
การสร้างแอนติบอดี ขึ้น ต่อต้านทำลายตับอ่อนของตัวเอง จนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ดังที่เรียก ว่า
"โรค ภูมิแพ้ต่อตัวเอง" หรือ "ออโตอิมมูน (autoimmune)" ทั้งนี้เป็นผลมา จากความผิดปกติทาง
กรรมพันธุ์ ร่วมกับการติดเชื้อ หรือการได้รับสารพิษ จากภายนอกผู้ป่วยจำเป็นต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลิน
เข้าทดแทนในร่างกายทุก วัน จึงจะสามารถเผาผลาญน้ำตาลได้เป็นปกติ มิเช่นนั้น ร่างกายจะเผาผลาญ
ไขมัน จนทำให้ผ่ายผอมอย่างรวดเร็ว และถ้าเป็นรุนแรงจะมีการคั่งของสาร คีโตน (ketones)ซึ่งเป็น
สารที่เกิดจากการเผาผลาญไขมัน สารนี้จะเป็นพิษ ต่อระบบประสาท ทำให้ผู้ป่วย หมดสติถึงตายได้รวด
เร็ว เรียกว่า "ภาวะคั่งสาร คีโตน หรือคีโตซิส (Ketosis)"
2. เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน(Non-insulin-dependent diabetesmellitus /
NIDDM) Type II Diabetes
A disorder usually characterized by a gradual onset with minimal or no symptoms
of metabolic disturbance, exogenous insulin is not required to prevent ketonuria
and ketoacidosis; dietary control and exercise with or without oral diabetes
medications is usually effective เป็น เบาหวาน ชนิดที่พบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมักจะมีความรุน แรงน้อยมักพบในคนอายุมากกว่า40 ปี
ขึ้นไป แต่ก็อาจพบในเด็กหรือวัยหนุ่ม สาวได้บ้าง
ตับอ่อนของผู้ป่วยชนิดนี้ยังสามารถสร้าง อินซูลินแต่ไม่เพียงพอ กับความต้องการของร่างกาย จึงทำให้มี
น้ำตาลที่เหลือใช้กลายเป็น เบาหวาน ได้ ผู้ป่วยชนิดนี้ยังอาจแบ่งเป็นพวกที่อ้วนมาก ๆ กับพวกที่ไม่อ้วน
(รูปร่าง ปกติ หรือผอม)สาเหตุอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ อ้วนเกินไปมีลูกดก จากการ ใช้ยา หรือพบร่วมกับ
โรคอื่น ๆ ผู้ป่วยมักไม่เกิดภาวะคีโตซิส เช่นที่เกิดกับ ชนิดพึ่งอินซูลิน การควบคุมอาหาร หรือการใช้ยา
เบาหวาน ชนิดกิน ก็มักจะ ได้ผลในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติได้ หรือบางครั้งถ้าระดับ น้ำตาล
สูงมาก ๆ ก็อาจต้องใช้อินซูลินฉีดเป็นครั้งคราวแต่ไม่ต้องใช้อินซูลิน ตลอดไป จึงถือว่าไม่ต้องพึ่ง อินซูลิน
สาเหตุ
โรคนี้เกิดจากตับอ่อนสร้าง ฮอร์โมนอินซูลิน (lnsulin) ได้น้อยหรือไม่ได้เลยฮอร์โมนชนิดนี้มี หน้าที่คอย
ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ หรือมีพอแต่ใช้ไม่ได้ น้ำตาล
ก็ไม่ถูกนำไปใช้จึงเกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่าง ๆ เมื่อน้ำตาล คั่งในเลือดมาก ๆ ก็จะถูกไต
กรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวาน หรือมีมดขึ้นได้ จึงเรียก ว่า เบาหวาน ผู้ป่วยมักจะมีอาการ
ปัสสาวะบ่อยและมาก เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาทางไต จะดึงเอาน้ำออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมาก
กว่าปกติ เมื่อถ่ายปัสสาวะมาก ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำต้องคอยดื่มน้ำบ่อย ๆ เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถนำ
น้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทนทำให้ร่างกายผ่ายผอม ไม่มี
ไขมันกล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเปลี้ย เพลียแรงนอกจากนี้ การมีน้ำตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ ทำให้อวัยวะต่าง ๆ
เกิดความผิดปกติ และ นำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนมากมาย
โรคนี้มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ กล่าวคือ มักมีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย
นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุอย่างอื่น เช่น อ้วนเกินไป (หรือกินหวาน มากๆ จนอ้วน ก็อาจเป็นเบาหวานได้)
มีลูกดก หรือเกิดจากการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์ ,ยาขับ ปัสสาวะ , ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับ
โรคอื่น ๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง , มะเร็งของตับอ่อน, ตับแข็งระยะสุดท้าย , โรคฟีโอโครโมไซโตมา
(Pheochromocytoma) ซึ่งเป็นเนื้องอก ของต่อมหมวกไตชนิดหนึ่ง, โรคคุชชิง เป็นต้น
อาการ
ในรายที่เป็นไม่มาก (ระดับน้ำตาลในเลือด 140-200 มก.ต่อเลือด 100 มล.)อาจ ไม่มีอาการ ผิดปกติอย่าง
ชัดเจน และตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจปัสสาวะ หรือตรวจเลือดขณะที่ไปหา หมอด้วยโรคอื่นในราย
ที่มีอาการชัดเจนจะมีอาการปัสสาวะบ่อย (และออกครั้งละมาก ๆ) กระหาย น้ำ ดื่มน้ำบ่อยหิวบ่อย หรือกินข้าวจุ
อ่อนเปลี้ยเพลียแรง บางคนอาจสังเกตว่าปัสสาวะมีมดขึ้น
ในรายที่เป็นเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลินอาการต่าง ๆ มักเกิดขึ้นรวดเร็วร่วมกับน้ำหนักตัวลดลง ฮวบฮาบ กินเวลา
เป็นสัปดาห์ หรือเดือน เด็กบางคนอาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอนตอนกลางคืน ในรายที่เป็นเบาหวานชนิดไม่พึ่ง
อินซูลิน อาการมักค่อยเป็นค่อยไปเรื้อรัง น้ำหนักตัวอาจลดบ้างเล็กน้อย บางคนอาจมีน้ำหนักขึ้นหรือรูปร่างอ้วน
ผู้หญิงบางคนอาจมาหาหมอด้วยอาการคันตาม ช่องคลอด หรือตกขาว บางคนอาจมีอาการคันตามตัว
เป็นฝีบ่อย หรือเป็นแผลเรื้อรังรักษาหายยาก ผู้หญิง อาจคลอดทารกที่มีตัวโต (น้ำหนักมาก)กว่าธรรมดา
หรืออาจเป็นโรคครรภ์เป็นพิษหรือคลอดทารกที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ
ในรายที่เป็นมานานโดยไม่ได้รับการรักษา อาจมาหาหมอด้วยภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ชาหรือปวดแสบ
ปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้าตามัวลงทุกทีหรือต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อย ๆ เป็นต้น
สิ่งตรวจพบ
ในรายที่เป็นเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน มักมีรูปร่างซูบผอม ไม่มีไขมันกล้ามเนื้อ ฝ่อลีบ
ในรายที่เป็นเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน มักมีรูปร่างอ้วน อาจพบอาการ ชาตามมือและเท้า ความดันโลหิตสูง
ต้อกระจก หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ บางรายอาจตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติตามร่างกายการตรวจปัสสาวะ มัก
จะพบ น้ำตาลในปัสสาวะขนาดมากกว่าหนึ่งบวกขึ้นไป
อาการแทรกซ้อน
มักจะเกิดเมื่อเป็นเบาหวานมานาน อย่างน้อย 5 ปี โดยไม่ได้รับการรักษาอย่าง จริงจังหรือปล่อยปละละเลย
โรคแทรกซ้อนที่อาจพบได้ เช่น
1. ตา อาจเป็นต้อกระจก ก่อนวัย ประสาทตาหรือจอตา (retina) เสื่อม หรือ เลือดออก ในน้ำวุ้นลูกตา
(vitreous hemorrhage) ทำให้มีอาการตามัวลงเรื่อย ๆ หรือมองเห็นจุดดำลอยไปลอยมาและอาจ
ทำให้ตาบอดในที่สุด
2. ระบบประสาท ผู้ป่วยอาจเป็นปลายประสาทอักเสบ มีอาการชาหรือปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้าซึ่งอาจ
ทำให้มีแผลเกิดขึ้นที่เท้าได้ง่าย(อาจลุกลาม จนเท้าเน่า) บางคนอาจมีอาการวิงเวียนเนื่องจากมีภาวะความดัน
ตกในท่ายืน
บางคนอาจไม่มีความรู้สึกทางเพศท้องเดินตอนกลางคืนบ่อยหรือกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน (กลั้นปัสสาวะ
ไม่อยู่ หรือไม่มีแรงเบ่งปัสสาวะ)
3. ไต มักจะเสื่อม จนเกิดภาวะไตวาย มีอาการบวม ซีด ความดันโลหิตสูงซึ่ง เป็นสาเหตุการตายของผู้ป่วย
เบาหวานที่พบได้ค่อนข้างบ่อย
4. ผนังหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) ทำให้เป็นโรคความดันโลหิต สูง,อัมพาต, โรคหัวใจขาด
เลือด ถ้าหลอดเลือดที่เท้าตีบแข็ง เลือดไปเลี้ยงเท้า ไม่พออาจทำให้เท้าเย็น เป็นตะคริวหรือ ปวดขณะเดิน
มาก ๆ หรืออาจทำให้ เป็นแผลหายยากหรือเท้าเน่า (ซึ่งอาจเกิดร่วมกับการติดเชื้อ)
5. เป็นโรคติดเชื้อได้ง่ายเนื่องจากภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น วัณโรคปอด, กระเพาะปัสสาวะอับเสบ ,
กรวยไตอักเสบ, กลาก , โรคเชื้อราแคนดิดา , ช่องคลอดอักเสบ (ตกขาวและคันในช่องคลอด, เป็นฝี หรือ
พุพองบ่อย,เท้าเป็นแผล ซึ่งอาจลุกลามจนเท้าเน่า(อาจต้องตัดนิ้วหรือตัดขา) เป็นต้น
6. ภาวะคีโตซิส (Ketosis) พบเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลินที่ขาดการฉีดอินซูลินนาน ๆ
ร่างกายจะมีการคั่งของสารคีโตน ซึ่งเกิดจากการ เผาผลาญไขมัน ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
กระหายน้ำ อย่างมากหายใจ หอบลึก และลมหายใจมีกลิ่นหอม มีไข้ กระวนกระวาย มีภาวะขาดน้ำ
รุนแรง (ตาโบ๋ หนังเหี่ยว ความดันต่ำ ชีพจรเบาเร็ว) อาจมีอาการปวดท้องท้องเดินผู้ป่วยจะซึมลงเรื่อย ๆ
จนกระทั่งหมดสติ หากรักษาไม่ทันอาจตายได้
การรักษา
1. หากสงสัยหรือตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ ควรแนะนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยให้ผู้ป่วยอดอาหาร
(รวมทั้งเครื่องดื่มทุกชนิด) ตั้งแต่เที่ยงคืน แล้วไปเจาะ เลือดที่โรงพยาบาลในตอนเช้า เพื่อตรวจดูระดับ
น้ำตาลในเลือด ที่เรียกว่าระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 6 ชั่วโมง(fasting blood sugar) ซึ่ง
ใน คนปกติจะมีค่า 60-120 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มล. ถ้าพบว่ามีค่ามากกว่า140 มก. ต่อเลือด 100 มล.
ในการเจาะตรวจ 2 ครั้ง ก็วินิจฉัยได้ว่าเป็นเบาหวานยิ่งมีค่าสูงมากเท่าไหร่ ก็แสดงว่ามีความรุนแรงมาก
ขึ้นเท่านั้น
การรักษามักจะเริ่มด้วยการแนะนำเรื่องการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายและการปฏิบัติตัวอื่น ๆ
(รายละเอียดดูในเรื่องข้อแนะนำ) ถ้าคุมอาหารอย่าง เดียวไม่ได้ผล อาจต้องให้ยารักษาเบาหวาน โดยถือหลักดังนี้
1.1 ในรายที่เป็นไม่มาก (เช่น เป็นเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน) อาจให้ยาชนิด กิน ที่สะดวก ราคาถูก และ
นิยมใช้กันมาก คือ ยาเม็ดคลอร์โพรพาไมด์(Chlor propamide) ซึ่งมีอยู่หลายยี่ห้อ เช่นไดอะบีนิส
(Diabenese)โดยมากจะมีอยู่ 2 ขนาด คือ เม็ดเล็ก ขนาด 100 มิลลิกรัม และเม็ดใหญ่ขนาด 250มิลลิกรัม
ใช้กินวันละครั้งเดียว คือก่อนอาหารเช้าโดยเริ่มจากขนาดน้อย ๆ ก่อน คือใช้ ขนาดเม็ดเล็ก 1 เม็ด หรือเม็ดใหญ่
ครึ่งเม็ด วันละครั้ง แล้วคอยตรวจน้ำตาลใน ปัสสาวะทุกวัน (ถ้าเป็นไปได้ควรตรวจน้ำตาลในเลือดทุกวัน)
ถ้ากินยาไป 10วัน แล้วยังมีน้ำตาลในปัสสาวะขนาดสองบวก (2+) ถึงสี่บวก(4+) หรือน้ำตาล ในเลือดยัง
สูงเกิน 140 มก.ต่อเลือด 100 มล. แสดงว่าไม่ได้ผลให้เพิ่มยาอีก ครั้งละ 1 เม็ดเล็ก หรือครึ่งเม็ดใหญ่ ถ้ายัง
ไม่ได้ผลก็ให้เพิ่มในขนาดนี้ทุกๆ 10วันจนกว่าอาการต่าง ๆ ทุเลาลง (อ่อนเพลียน้อยลงปัสสาวะห่างขึ้น
กระหายน้ำ น้อยลง) และน้ำตาลในปัสสาวะมีแค่หนึ่งบวก(1+) หรือไม่มีเลย ก็ให้กินยา ในขนาดนี้ไปเรื่อย ๆ
ถ้าเพิ่มยาจนใช้ยาเม็ดใหญ่ (ขนาด 250 มิลลิกรัม) กินวัน ละครั้งถึง 2 เม็ดแล้วยังไม่ได้ผล ก็ไม่ควรเพิ่มมาก
กว่านี้ ผู้ป่วยที่กินยานี้ไม่ได้ ผล หรือเป็นผู้สูงอายุ หรือเป็นโรคไตหรือโรคตับอยู่ ควรเปลี่ยนไปใช้ยาชนิด
อื่น เช่น ยาเม็ดไกลเบนคลาไมด์(Glybenclamide) ซึ่งมีอยู่หลายยี่ห้อ เช่นดาโอนิล(Daonil), ยูกลูคอน
(Euglucon) ซึ่งมีขนาด5 มิลลิกรัม ควรเริ่ม จากครั้งละครึ่งเม็ดแบบเดียวกับคลอร์โพรพาไมด์ ให้ได้สูงสุด
วันละ4 เม็ด
1.2 ในรายที่ใช้ยาชนิดกินไม่ได้ผล (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน) หรือในกรณี
ที่มีการติดเชื้อรุนแรง หรือตั้งครรภ์หรือต้องทำผ่าตัดด้วยโรคอื่น ๆก็ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินซึ่งควร
ปรับให้ได้ขนาดที่พอเหมาะกับผู้ป่วยแต่ ละราย โดยเริ่มจากขนาดทีละน้อยก่อนเช่นเดียวกัน ส่วนมากจะสอน
ให้ผู้ป่วย หรือญาติฉีดเองที่บ้านผู้ป่วยชนิดพึ่งอินซูลิน อาจต้องฉีดอินซูลินทุกวันไปตลอด ชีวิตส่วนผู้ป่วยชนิด
ไม่พึ่งอินซูลิน เมื่อควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีแล้ว อาจหัน กลับมาใช้ยาชนิดกินแทนก็ได้
1.3 ในการติดตามผลการรักษา นอกจากการตรวจปัสสาวะแล้ว ควรนัดให้ผู้ป่วยมาตรวจเลือดเป็นครั้งคราว
ถ้าระดับน้ำตาลวัดได้ 80-120 ถือว่าคุมได้ดีระหว่าง 121-140 ถือว่าพอใช้ และถ้าเกิน 140 ถือว่าไม่ดี ต้อง
ปรับปรุงในราย ที่ระดับน้ำตาลขึ้น ๆลง ๆ ไม่แน่นอน หรือไม่ได้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดบ่อย ก็อาจต้องตรวจ
เลือดดูระดับน้ำตาลที่เกาะอยู่บนฮีโมโกลบินในเม็ด เลือด แดงที่เรียกว่า "ฮีโมโกลบิน เอ1ซี" (hemoglobin
A1C) ซึ่งจะวัดค่าน้ำตาล เฉลี่ยย้อนหลังในช่วง 8-12สัปดาห์ นับว่าเป็นวิธีวัดระดับน้ำตาลได้ แม่นยำแน่นอน
ควรตรวจทุก ๆ 3 เดือน ถ้าวัดได้ต่ำกว่า 6.5% ถือว่าดี
ระหว่าง 6.5-7.5%ถือว่าพอใช้ และถ้าเกิน 7.5% ถือว่าไม่ดีต้องปรับปรุง
2. ถ้าพบผู้ป่วยเบาหวานที่ขาดการรักษานาน ๆ และสงสัยว่ามีภาวะแทรกซ้อนควรส่งโรงพยาบาลโดย
เฉพาะอย่างยิ่งถ้าสงสัยมีภาวะคีโตซิส ควรให้น้ำเกลือนอร์มัลซาไลน์แล้วส่งโรงพยาบาลด่วน
3. ผู้ป่วยที่เป็นแผลอักเสบ หรือเป็นฝีพุพอง ให้กินยาปฏิชีวนะ เช่น คล็อกซาซิลลิน , อีริโทรไมซิน
4. ควรตรวจดูภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น ตรวจเลือด (หาระดับไขมันในเลือด, ครีอะตินีน,บียูเอ็น),
ตรวจปัสสาวะ, คลื่นหัวใจ เป็นครั้งคราวและตรวจ ตาโดยจักษุแพทย์ (ปีละครั้ง)
ข้อแนะนำ
1. เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือตลอดชีวิตซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างจริงจัง
อาจมีชีวิตเหมือนคนปกติได้แต่ถ้ารักษาไม่จริงจังก็อาจมีอันตรายจาก โรคแทรกซ้อนได้มาก จึงควรอธิบายให้
ผู้ป่วยเข้าใจ มิเช่นนั้น ผู้ป่วยมักจะดิ้นรนเปลี่ยนหมอไปเรื่อย ๆหรือหันไปรักษาทางไสยศาสตร์ หรือกินยาหม้อ
หรือสมุนไพรแทน
2.ผู้ป่วยที่กินยาหรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่ บางครั้งอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำคือ มีอาการใจหวิวใจสั่น
หน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก ตัวเย็นเหมือนเวลาหิวข้าว ถ้าเป็นมาก ๆ อาจเป็นลมหมดสติ หรือชักได้ ควรบอกให้
ผู้ป่วยระวังดูอาการดังกล่าว และควรพกน้ำตาล หรือของหวานติดตัวประจำ ถ้าเริ่มรู้สึกมีอาการดังกล่าว
ให้ผู้ป่วยรีบกินน้ำตาลหรือของหวาน จะช่วยให้หายเป็นปลิดทิ้งทันที (ถ้าตรวจปัสสาวะตอนนั้น จะไม่พบ
น้ำตาลเลย) ผู้ป่วยควรทบทวนดูว่า กินอาหารน้อยไปหรือออกกำลังมากไปกว่าที่เคยทำอยู่หรือไม่ ควรปรับ
ทั้งสอง อย่างให้พอดีกัน จะช่วยป้องกันมิให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ถ้ายังเป็นอยู่บ่อย ๆ ควรไปปรึกษา
แพทย์ที่รักษา อาจต้องลดยาเบาหวานลงผู้ป่วยที่กินอาหารผิดเวลา ก็อาจเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน จึงต้องหมั่นกิน
ข้าวให้ตรงเวลา
3. ผู้ป่วยอย่าซื้อยาชุดกินเอง เพราะยาบางอย่างอาจเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้เช่นสเตอรอยด์ , ยาขับปัสสาวะ
เป็นต้น และยาบางอย่างอาจเสริมฤทธิ์ของยารักษาเบาหวาน ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำได้เช่น แอสไพริน ,
ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ , ซัลฟา เป็นต้น ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ยาเองต้องแน่ใจว่า ยานั้นไม่มี
ผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
4. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และมีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน หรือคนอ้วน ควรตรวจเช็กปัสสาวะหรือเลือดเป็น
ครั้งคราว หากพบเป็นเบาหวานในระยะเริ่มแรก จะได้ให้การรักษาแต่เนิ่น ๆ
5. ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัว ดังนี้
5.1 พบแพทย์และตรวจเลือดตามนัด ขอย้ำว่าถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเล็กน้อย(140-200มิลลิกรัมต่อเลือด
100มิลลิลิตร) ก็อาจไม่มีอาการผิดปกติให้รู้สึกได้ อาจทำให้คนไข้ชะล่าใจปล่อยตัวจนอาจเกิด
โรคแทรกซ้อนในระยะยาวได้ หากเป็นไปได้ควรตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือดทุกวัน หรือทุกสัปดาห์
5.2 กินยาลดน้ำตาล หรือฉีดอินซูลิน ตามขนาดที่แพทย์สั่ง อย่าลดยา หรือปรับยาตามความรู้สึก หรือ
การคาดเดาของตัวเองเป็นอันขาด ควรใช้ยาและกินอาหารให้เป็นเวลา (ตรงเวลาทุกมื้อ)ปริมาณอาหาร
ให้พอ ๆ กันทุกวัน
5.3 ควรควบคุมอาหารการกินอย่างเคร่งครัด โดยมีหลักง่าย ๆ ดังนี้
(1) กินอาหารวันละ 3 มื้อ กินให้ตรงเวลา ไม่งดมื้อใดมื้อหนึ่ง กินในปริมาณใกล้เคียงกันทุกวันทุกมื้อ
(2) อย่ากินจุบจิบ ไม่เป็นเวลา
(3) ในแต่ละมื้อ ให้กินอาหารที่มีทั้งแป้ง เนื้อสัตว์ ไขมัน และผัก
(4) ห้ามกินน้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวาน ขนมเชื่อมน้ำตาลนมหวาน (ให้ดื่มนมจืดแทน)
ผลไม้ที่มีรสหวานจัด (เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไยลิ้นจี่ องุ่น ละมุด อ้อย) ผลไม้กระป๋อง ผลไม้แช่อิ่ม
หรือเชื่อมน้ำตาล
(5) ถ้าชอบหวาน ให้ใช้น้ำตาลเทียมแทน
(6) ห้ามดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ ยาดองเหล้า เครื่องดื่มบำรุงกำลัง
(7) หลีกเลี่ยงการกินเครื่องในสัตว์ ไขมันสัตว์ น้ำมันหมู เนย มันหมู มันไก่เนื้อติดมัน หมูสามชั้นครีมกะทิ
น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไข่แดง หอยนางรม อาหารทอด(เช่น ไก่ทอด กล้วยแขก ปาท่องโก๋
มันทอด ข้าวเกรียบ)
(8) หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด และอาหารสำเร็จรูป (เช่น ไส้กรอก กุนเชียง)
(9) กินอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ถั่ว ขนมปัง ในจำนวนพอเหมาะไม่มากหรือน้อย
จนเกินไป
(10) กินผักให้มาก ๆ (ปริมาณไม่จำกัด) โดยเฉพาะผักประเภทใบและถั่วสดเช่น ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า
ผักกาดขาว ผักบุ้ง ผักกะเฉด มะระ มะเขือยาว ถั่วงอก ถั่วแขก ถั่วฝักยาว ฯลฯ
(11) กินผลไม้ที่มีรสหวานไม่มาก ได้มื้อละ 6-8 คำ เช่น ส้ม มังคุด มะม่วงมะละกอ พุทรา ฝรั่ง สับปะรด
5.4 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำหรือทำงานออกแรงกายให้มาก
ควรทำในปริมาณพอ ๆ กันทุกวัน อย่าหักโหมทั้งการควบคุมอาหาร และการออกกำลัง ควรให้เกิดความ
พอเหมาะ ที่จะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าอ้วนเกินแสดงว่า ยังปฏิบัติ ทั้ง 2 เรื่องนี้
ไม่ได้เต็มที่
5.5 พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริง อย่าให้เครียด หรือวิตกกังวล
5.6 ควรเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้น อาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็งเร็วขึ้นซึ่งเป็นต้นเหตุของ
โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ
5.7 หมั่นดูแลรักษาเท้า ดังนี้
(1) ทำความสะอาดเท้า และดูแลผิวหนังทุกวัน เวลาอาบน้ำควรล้างและฟอกสบู่ ตามซอกนิ้วเท้าและ
ส่วนต่าง ๆ ของเท้าอย่างทั่วถึง หลังล้างเท้าเรียบร้อยแล้ว ซับทุกส่วน โดยเฉพาะบริเวณซอก\นิ้วเท้า
ให้แห้งด้วยผ้าขนหนู ระวังอย่าเช็ดแรงเกินไป เพราะผิวหนังอาจถลอกเป็นแผลได้
(2) ถ้าผิวหนังที่เท้าแห้งเกินไป ควรใช้ครีมทาผิวทาบาง ๆ โดยเว้นบริเวณ ซอกนิ้วเท้า และรอบเล็บเท้า
(3) ตรวจเท้าอย่างละเอียดทุกวัน โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า ฝ่าเท้าบริเวณที่เป็นจุดรับน้ำหนัก และ
รอบเล็บเท้า เพื่อดูว่ามีรอยช้ำ บาดแผล หรือการอักเสบหรือไม่ หากมีแผลที่เท้า ต้องรีบไปพบแพทย์
ทันที
(4) การตัดเล็บ ควรตัดด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันมิให้เกิดเล็บขบ ซึ่งอาจลุกลาม และเป็นสาเหตุ
ของการถูกตัดขาได้
- ควรตัดเล็บในแนวตรง ๆ และอย่าให้สั้นชิดผิวหนังจนเกินไป
- ไม่ควรใช้วัตถุแข็งแคะซอกเล็บ
- การตัดเล็บ ควรทำหลังล้างเท้า หรืออาบน้ำใหม่ ๆเพราะเล็บจะอ่อนและตัดง่าย ถ้า สายตามอง
เห็นไม่ชัด ควรให้ผู้อื่นตัดเล็บให้
(5) ป้องกันการบาดเจ็บและเกิดแผล โดยการสวมรองเท้าทุกครั้งที่ออกจากบ้าน(อย่าเดินเท้าเปล่า) ควร
เลือกรองเท้าที่สวมพอดี ไม่หลวม ไม่บีบรัดพื้นนุ่ม มีการระบายอากาศและความชื้นได้ ควรสวม
ถุงเท้าด้วยเสมอโดยเลือกสวมถุงเท้าที่สะอาดไม่รัดแน่น และเปลี่ยนทุกวัน ก่อนสวมรองเท้า
ควรตรวจดูว่า มีวัตถุมีคมตกอยู่ในรองเท้าหรือไม่ สำหรับรองเท้าคู่ใหม่ในระยะเริ่มแรก
ควรใส่เพียงชั่วเวลาสั้น ๆ ในแต่ละวัน เพื่อให้รองเท้าค่อย ๆขยายปรับตัวเข้ากับเท้าได้ดี
(6) หลีกเลี่ยงการตัด ดึง หรือแกะหนังแข็ง ๆ หรือตาปลาที่ฝ่าเท้า และไม่ควรซื้อยากัดลอกตาปลา
มาใช้เอง
(7) ถ้ารู้สึกว่าเท้าชา ห้ามวางขวดหรือกระเป๋าน้ำร้อน หรือประคบด้วยของร้อนใด ๆจะทำให้ เกิด
แผลไหม้พองขึ้นได้ และไม่ช่วยให้อาการชาดีขึ้นแต่อย่างใด
(8) ถ้ามีตุ่มหนอง มีบาดแผล หรือการอักเสบที่เท้า ควรรีบไปหาแพทย์รักษาอย่าใช้เข็มบ่งเองหรือใช้
ทิงเจอร์ไอโอดีน หรือไฮโดรเจน เพอร์ออกไซด์ชะแผลควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดกับสบู่และปิดแผล
ด้วยผ้ากอซที่ปลอดเชื้อและติดด้วยพลาสเตอร์อย่างนิ่ม (เช่น ไมโครพอร์) อย่าปิดด้วยพลาสเตอร์
ธรรมดา
5.8 ผู้ที่กินยา หรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่ประจำทุกวัน ถ้าหากมีอาการหิวใจหวิวใจสั่น หน้ามืดตาลาย
ตัวเย็น อาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรรีบกินน้ำตาลหรือของหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่กิน
อาหารน้อย หรือกินผิดเวลา ทำงานหรือออกกำลังกายหักโหมกว่าปกติ
5.9 หมั่นตรวจน้ำตาลในปัสสาวะด้วยตนเอง ช่วยให้รู้ได้คร่าว ๆ ว่า ควบคุมเบาหวานได้ดีเพียงไร
ควรปรึกษาแพทย์ถึงเทคนิคการตรวจ และความถี่ของการตรวจ การสังเกตจากอาการเพียงอย่างเดียว
บอกไม่ได้ว่า ควบคุมโรคได้หรือไม่ถ้าเป็นไปได้ควรซื้อเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือด ซึ่งมีเทคนิค
การตรวจอย่างง่าย ๆไว้ตรวจเองที่บ้านทุกวัน จะช่วยให้สามารถประเมินผลการรักษาและปรับอาหาร
ให้สอดคล้องกับระดับน้ำตาลในเลือดได้ดียิ่งขึ้น
5.10 ควรพกบัตรประจำตัว ที่ระบุถึงโรคที่เป็น และยาที่ใช้รักษา หากระหว่างเดินทางไปไหนมาไหน
ประสบอุบัติเหตุ หรือเป็นลมหมดสติ แพทย์จะได้ให้การช่วยเหลือที่ถูกต้อง และทันท่วงที
การป้องกัน
โรคนี้อาจป้องกันได้โดย การรู้จักกินอาหาร (ลดของหวาน ๆ อาหารพวกแป้งและไขมัน กินอาหารพวกโปรตีน
ผัก และผลไม้ให้มาก ๆ) อย่าปล่อยตัวให้อ้วนหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบาน
อย่าให้เครียดหรือวิตกกังวล
รายละเอียด
การตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ
วิธีที่ 1 การตรวจด้วยน้ำยาเบเนดิกต์ (Benedict test)
ใส่น้ำยาเบเนดิกต์ (ซึ่งเป็นน้ำยาใส มีสีน้ำเงิน) 1 ช้อนชา
ลงในหลอดแก้ว หรือขวดแก้วทนไฟ แล้วใช้หลอดแก้วสำหรับหยดยา ดูดปัสสาวะใส่ลงไป 8 หยด เขย่าเบา ๆ
แล้วนำไปแช่ในน้ำเดือดนาน 5 นาที หรือเผาลนไฟนาน 1นาที จนน้ำยาผสมปัสสาวะเดือด แล้วดูสีของน้ำยาถ้ามี
| สีน้ำเงินเหมือนเดิม | = ไม่มีน้ำตาล |
| สีเขียว | = มีน้ำตาลหนึ่งบวก (1+) |
| สีเหลือง | = มีน้ำตาลสองบวก (2+) |
| สีส้ม | = มีน้ำตาลสามบวก (3+) |
| สีแสดแดง | = มีน้ำตาลสี่บวก (4+) |
วิธีที่ 2 การตรวจด้วยยาเม็ดตรวจปัสสาวะ (Clinitest tablet)
ใส่ปัสสาวะ 5หยดกับน้ำเปล่า 10 หยด ลงในหลอดแก้ว แล้วใส่ยาเม็ดลงไป จะเกิดฟองเดือดขึ้นเอง (โดยไม่
ต้องต้มหรือลนไฟ) รอจนหมดฟองแล้วดูสีของน้ำยาเช่นเดียวกับวิธีที่ 1
วิธีที่ 3 การตรวจด้วยแผ่นทดสอบ (Paper strip)
จุ่มแผ่นทดสอบสำเร็จรูป (เช่น Clinistix, Testape) ลงไปในปัสสาวะนานประมาณ1 นาที แล้วนำขึ้นมา
เทียบสีซึ่งจะบอกว่ามีน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน
การแปลผล
1. ถ้าตรวจพบน้ำตาลตั้งแต่หนึ่งบวกขึ้นไป ก็ให้นึกสงสัยว่าเป็นเบาหวานยกเว้น ผู้หญิงตั้งครรภ์และ
ผู้ที่เป็นโรคไตเนื่องจากกินเตตราไซคลีนที่หมดอายุก็อาจตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะได้ ผู้ที่กินยาบางชนิด
ก่อนตรวจ เช่น แอสไพริน วิตามินซี เมทิลโดพา (แอลโดเมต) ก็อาจทำให้น้ำยาเปลี่ยนสี ให้ผลบวกที่ไม่จริงได้
2. ผู้ป่วยเบาหวานบางคน อาจตรวจพบน้ำตาลในเลือดสูง โดยตรวจไม่พบน้ำตาลในปัสสาวะก็ได้เช่นคนสูงอายุ
ผู้ป่วยโรคไต
วิธีที่ 4 การตรวจด้วยเครื่องวัดระดับน้ำตาลจากเลือดปลายนิ้ว (GlucoseMeter)
เป็นวิธีแม่นยำสูงกว่าวิธีข้างต้น เพราะเป็นการตรวจจากเลือดโดยตรง และเพื่อให้สะดวกในการทดสอบได้ด้วย
ตนเอง ได้พัฒนาให้สามารถตรวจจากเลือดปลายนิ้วโดยตรง โดยใช้เครื่องช่วยเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อให้ได้ผลที่
ถูกต้องควรงดอาหารต่างๆเป็นเวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนทำการทดสอบบีบเลือดให้ได้ขนาดหยดเลือด
ประมาณเท่าหัวเข็มหมุด หยดลงบนแถบทดสอบนำเข้าเครื่องตรวจวัด เครื่องจะทำการวัดค่าระดับน้ำตาล
ให้เป็นที่เรียบร้อย
การตรวจระดับน้ำตาลจากเลือดปลายนิ้ว (Self Monitoring of Blood Glucose)
ควรทำการตรวจในกลุ่มใดบ้าง
- ผู้ป่วยเบาหวานที่มีการตั้งครรภ์
- ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 (Diabetes type I) แบบร่างกายไม่สร้างอินซูลินเลย ต้องคอย
ให้อินซูลินชนิดฉีดให้แทน ต้องค่อยควบคุมให้คงที่
- ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (Diabetes type II) เฉพาะในรายที่มีระดับน้ำตาลสูง และได้
รับการรักษาด้วยอินซูลิน
- ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะเจ็บป่วย หรือเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น เหงื่อออก หิว ใจสั่น
หงุดหงิด
ประโยชน์ก็เพื่อจะได้ทราบภาวะระดับน้ำตาลในเลือดขณะนั้น เพื่อให้การรักษาได้ถูกต้อง
และป้องกันภาวะแทรกซ้อนหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นตามมา
การแปลผล
- ค่าระดับน้ำตาลจากเลือดในคนปรกติทั่วไปจะอยู่ที่ระดับ 60 - 100 mg/dl
- คนที่เป็นเบาหวานระดับน้ำตาลที่ได้จะสูงขึ้นกว่าระดับปรกติค่าตัวเลขที่สูง
ขึ้นจะแปรผันตาม ระดับความรุนแรงของโรค
- คนที่ได้ค่าต่ำกว่าระดับปรกติ แสดงว่าอยู่ในภาวะขาดน้ำตาล อาจเนื่องจาก
อยู่ในภาวะอดอาหารเป็นเวลานานเกินไป หรืออยู่ในภาวะได้รับอินซูลินมาก
เกินกว่ากำหนดอาการที่ปรากฏจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะหน้ามืด เป็นลมได้ถ้า
ไม่ได้น้ำตาลเข้าไปทันท่วงที ดูรายละเอียดชุดทดสอบ
เป้าหมายของการควบคุมโรคเบาหวาน ( ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด / ไขมัน / ความดันโลหิต)
| อยู่ในระดับดี (มก./ดล) | ต้องปรับปรุง (มก./ดล) |
| ระดับน้ำตาลก่อนทานอาหาร (มก/ดล) | 80-120 | <80 หรือ > 140 |
| ระดับน้ำตาล 2 ชั่วโมงหลังอาหาร | 80-160 | > 180 |
| ระดับน้ำตาลเฉลี่ย HbA1c (%) | < 7 | > 8 |
| ระดับโคเลสเตอรอล (Chol) | < 200 | > 240 |
| ระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอล HDL | > 45 | < 35 |
ระดับแอล ดี แอล ดคเลสเตอรอล LDL ไม่ได้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด | < 130 | > 160 |
ระดับแอล ดี แอล ดคเลสเตอรอล LDL มีอาการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดร่วมด้วย | < 100 | > 130 |
| ระดับไตรกลีเซอไรด์ ขณะอดอาหาร | < 200 | > 400 |
ดัชนีมวลกาย BMI (Body Mass Weight สูตร น้ำหนักตัว(kg)/ส่วนสูง(ม.) x 2 | ชาย 20-24 หญิง 19-23 | ชาย > 27 หญิง > 25 |
| ความดันโลหิต ( มม.ปรอท) | < 130 / 85 | > 140 / 90 |
ที่มา http://www.thailabonline.com